Saturday, 20 July 2024

ไม่พลาดทุกเทรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ผู้ชายควรรู้ สมัครสมาชิก GQ Club ฟรี!

[ad_1]







     “วันนี้ได้มาทำงานกับ GQ อีกแล้ว เหมือนเราเพิ่งเจอกันไปไม่นาน” คำทักทายของ ‘ภูวินทร์ ตั้งศักดิ์ยืน’ ค่อนข้างแจ่มใส แม้ว่าวันนั้นเราจะปักหลักถ่ายแฟชั่นเซ็ตกันตั้งแต่เช้าตรู่ 

     การกลับมาเจอกับภูวินทร์คราวนี้ สารภาพว่าเรายังคงตื่นเต้นไม่น้อย ไม่ใช่เพราะเขาเป็นนักแสดงดาวรุ่งที่กำลังโด่งดัง มีแฟนคลับมากมาย แต่ด้วยระยะเวลาสิบปีของการทำงานบนเส้นทางสายบันเทิง ชายหนุ่มวัย 20 ปีคนนี้ได้ผ่านประสบการณ์ในงานศิลปะหลายแขนง จนเราแอบทึ่งว่าดาราเด็กในวันนั้น ในวันนี้เขากลายมาเป็นนักแสดงและศิลปินที่มีชื่อเสียงทั้งในบ้านเราและต่างประเทศ

     หากใครยังจำกันได้ เราคุ้นหน้าคุ้นตาภูวินทร์ในบทของ ‘ทรงกลด’ (วัยเด็ก) จากซีรีส์เรื่อง เลือดมังกร ตอน กระทิง และ หงส์ (2015) ตามด้วยละคร หนึ่งในทรวง (2015) อาตี๋ของผม (2018) จนกระทั่งการรับบท ‘ปี’ ในซีรีส์เรื่อง ปลาบนฟ้า (2021) จากจีเอ็มเอ็มทีวี (GMMTV) ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในฐานะนักแสดงนำและมีผลงานมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกับซีรีส์เรื่อง WEDNESDAY CLUB คนกลางแล้วไง (2023) ที่เพิ่งลาจอไปเมื่อปลายปีที่แล้ว 

     ปีนี้ GQ Thailand เริ่มต้นปีด้วยการชวนภูวินทร์มาทบทวนชีวิตที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ก้าวเข้ามาทำงานในวงการบันเทิงตั้งแต่วัยเยาว์ จนผ่านมาราวทศวรรษ เรายังคงเห็นความกระตือรือร้นในแววตาของเด็กหนุ่ม ความช่างคิด ช่างใส่ใจ และไม่รีรอที่จะลองทำในทุกๆ โอกาสที่เข้ามา

 

GQ: ยังจำตอนที่เข้ามาทำงานในวงการบันเทิงตั้งแต่ตอนเด็กๆ ได้ไหมคะ

     จำได้ครับ มันเริ่มจากความบังเอิญตอนที่บ้านผมไปส่งน้องผู้หญิง ซึ่งเป็นน้องที่สนิทกับครอบครัวเรามาก วันนั้นเขามีแคสติ้งงานโฆษณา ผมก็ตามเขาไป แล้วถูกชักชวนให้ลองแคสต์งานดู ก็ได้โฆษณาชิ้นแรกเลย 

     จากนั้นผมก็มีงานแคสต์โฆษณามาเรื่อยๆ จนวันหนึ่งมีพี่สาวที่อยู่โมเดลลิ่งชวนไปออดิชั่นงานละคร ก็เลยลองดู เราจะได้ไม่ต้องวิ่งแคสต์งานโฆษณาแล้ว ซึ่งเวลามีงานละครเข้ามา ทางนั้นก็จะรีเควสต์ว่าขอเด็กอายุประมาณนี้ ลักษณะแบบนี้ ถ้าตรงกับผม มีโอกาสเราก็จะไปเรื่อยๆ 

 

GQ: ต่างจากแคสต์งานโฆษณาไหมคะ

     เป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่เราไม่เคยเจอมาก่อนเลยครับ ด้วยความที่เราเป็นเด็ก สิ่งที่เขาดูเป็นหลักคือคาแร็กเตอร์ของเด็กแต่ละคน ว่าเข้ากับตัวละครได้มากน้อยแค่ไหน บางงานก็ได้ บางงานก็ไม่ได้ ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่สนุกดี อาจเหนื่อยบ้างครับ สำหรับเด็กอายุ 10-11 ขวบ เลยมีท้อเป็นช่วงๆ

 

GQ: ความรู้สึกท้อในวันนั้น เราคาดหวังกับงานมากน้อยแค่ไหนคะ

     ท้อแต่ไม่ผิดหวังครับ ผมตั้งใจว่าถ้ามีเวลาว่างก็จะไป ตอนนั้นไม่ได้โฟกัสงานในวงการบันเทิงเป็นหลักของชีวิตเราอยู่แล้ว เพราะยังเด็กมาก และมันก็ไม่ใช่ความฝันของเรา มีโอกาสทำก็สนุกดีครับ ไม่ทำก็ไม่เป็นไร ผมก็อยู่โรงเรียนเล่นกับเพื่อนได้ ดังนั้นมันไม่ใช่อะไรที่เราจะรู้สึกผิดหวังขนาดนั้น แต่อาจจะมีความรู้สึกท้อเวลาไปแคสต์เป็นสิบงาน แล้วไม่ได้สักงานน่ะครับ ดูมันเสียเวลามากไปหน่อย เอาเวลาไปเล่นกับเพื่อนหรือวิ่งเล่นดีกว่า หมายถึงตอนนั้นนะครับ

 

GQ: ตอนที่ไม่ได้งานบ่อยๆ คุณพ่อคุณแม่ให้กำลังใจอย่างไรบ้าง

     ท่านบอกว่าถ้าไม่อยากทำก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าไม่ลองก็จะเสียโอกาส ตอนนั้นผมเลยกลับมาคิด เออจริง เราจะไม่ทำก็ได้ แต่มันจะดีกว่าไหมที่ได้ลอง ดังนั้นทุกวันเสาร์-อาทิตย์การไปแคสต์งาน ไปออดิชั่นสักชั่วโมง สองชั่วโมงเลยกลายเป็นกิจวัตรประจำวันหยุดไปครับ

 

GQ: ทราบว่าคุณเป็นลูกชายคนเดียว คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงคุณอย่างไร

     ท่านทั้งสองคนมีสไตล์การเลี้ยงลูกแบบคนละขั้ว คุณพ่อมักจะให้เราลองผิดลองถูก รู้จักล้มลงได้ตลอดเวลา จะคอยเตือนและยืนอยู่ห่างๆ หากว่ามันไม่หนักจนเกินไป ลูกอยากลองอะไร ก็ทำเลย แต่ถ้าผิดพลาดเราก็จะรู้ว่า อ๋อ นี่เป็นเพราะเราเอง หากเจอปัญหาที่หนักหนาสาหัสจริงๆ คุณพ่อก็จะเข้ามาช่วยทันที ส่วนคุณแม่จะเป็นหน่วยที่คอยประคับประคอง ดังนั้นวิธีการเลี้ยงของพ่อแม่ผมจะเป็นการบาลานซ์ในเรื่องที่ปล่อยให้เราเรียนรู้ด้วยตัวเอง มีการตักเตือน แนะนำ และเข้ามาช่วยประคองเสมอครับ 

 

GQ: แล้วการเป็นลูกคนเดียวรู้สึกอย่างไรบ้าง

     ตอนเด็กๆ ก็มีเหงาบ้างครับ ถามว่าอยากมีพี่น้องไหม ก็อยากมี เพราะว่าคุณพ่อคุณแม่จะได้ไม่เหงาเวลาผมไปทำงาน

 

GQ: เห็นว่าตอนเด็กๆ ค่อนข้างซนเหมือนกัน

     ผมค่อนข้างซนครับ เป็นเด็กที่อยู่ไม่ค่อยนิ่ง วิ่งเล่นไปเรื่อย เรียกว่าอยู่ไม่สุข จะหาอะไรทำเหมือนเด็กที่ Alert อยู่ตลอดเวลา จริงๆ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ (หัวเราะ) พอเปลี่ยนจากการที่หาอะไรทำ มาเป็นทำงานเยอะๆ แทน แต่ก็ยังเป็นเหมือนเดิม คือพอว่างก็จะอยู่ไม่สุข ต้องออกไปข้างนอก หากิจกรรมทำ

 

GQ: คุณเป็นคนที่ Alert เสมอ จุดนี้ทำให้เป็นคนที่กล้าแสดงออกตั้งแต่เด็กเลยหรือเปล่า 

     ผมแยกระหว่างความซุกซน ความ Alert และความที่เรากล้าแสดงออกกันคนละทาง อย่างผมเข้าวงการตั้งแต่เด็ก เราจะกล้าแสดงออกในหน้าที่ของเรา แต่จะไม่กล้าแสดงออกเวลาอยู่กับคนอื่นหรือผู้ใหญ่ ด้วยกาลเทศะด้วยครับ ถ้าตรงไหนที่เราคิดว่าสามารถแสดงออกได้เราก็จะทำเต็มที่ ยิ่งเราเข้ามาทำงานตรงนี้ด้วย เรื่องนี้สำคัญมาก

 

GQ: จำตอนเริ่มเล่นละครเรื่องแรกๆ ได้ไหมคะ 

     โอ้โห… ผมขอเล่าตอนที่เล่นซีรีส์เรื่อง เลือดมังกร ตอน กระทิง กับ หงส์ ตอนนั้นผมไม่มีสกิลด้านแอ็กติ้งเลย เรียกว่าเป็นศูนย์ ซึ่งเด็กๆ ที่เล่นเรื่องนั้นด้วยกัน พวกเขาจะเล่นเก่งมาก ทุกคนมีประสบการณ์หมด ยกเว้นผม เลยกลายเป็นความกดดัน แสดงก็ไม่เป็น ถูๆ ไถๆ ไปเรื่อย จนผู้กำกับก็มีดุบ้าง และสอนว่าเราต้องเล่นอย่างไร 

 

GQ: คุณมีผลงานละครมาเรื่อยๆ จน 2-3 ปีหลังนี้ได้รับบทนำ ไม่ใช่บทเด็กๆ แบบแต่ก่อนแล้ว มีการปรับตัวอย่างไรบ้าง

     จริงๆ แล้วผมไม่ได้รู้สึกว่างานผมแตกต่างไปจากเดิม เพราะมันก็คืองานแสดง แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือเนื้องานที่เราได้ทำ มันมีมากขึ้น ในพาร์ตที่เล่นซีรีส์ เล่นละคร คือการไปทำงานในกองถ่าย ทำหน้าที่ของนักแสดงให้เต็มที่ อยู่กับตัวละครนั้นๆ ซึ่งเปลี่ยนจากการทำงานอาทิตย์ละ 1-2 วัน เป็นอาทิตย์ละ 3-4 วัน ครั้งละ 20 ซีน อย่างเช่นวันนี้ผมมาถ่ายแฟชั่นกับ GQ นี่ก็คือเนื้องานที่เพิ่มขึ้นจากสมัยก่อน ซึ่งเป็นงานที่เราชอบทำและสนุก 

 

GQ: ไม่ใช่แค่งานแสดงละครหรือซีรีส์ แต่ทราบว่าคุณก็เคยแสดงละครเวทีมาด้วย

     ผมเป็นคนที่ชอบร้องเพลงตั้งแต่เด็ก มีวงดนตรีกับเพื่อนๆ สมัยเรียนมัธยม เลยมีสกิลด้านการร้องเพลง พอเริ่มเล่นละครแรกๆ ก็มีโอกาสได้เล่นละครเวทีเรื่อง The Sound of Music ซึ่งผมว่าการเล่นละครเวทีเป็นศาสตร์ที่ช่วยให้นักแสดงคนหนึ่งได้เพิ่มทักษะทั้งการร้องเพลงและการแสดงได้ดีมากทีเดียวครับ เพราะเราต้องอิมโพรไวส์ (Improvise) ทุกโมเมนต์บนเวทีแบบสดๆ ต่อหน้าผู้ชม

 

GQ: นอกจากนี้คุณยังเคยไปลองพากย์เสียงเกมออนไลน์อีกด้วย

     จริงๆ แล้วงานนี้ผมก็ช็อกเหมือนกันครับ ตอนที่มีทีมงานติดต่อมาให้เราไปไปออดิชั่นเกม โอเวอร์วอตช์ 2 (Overwatch 2) เราไม่ใช่นักพากย์ ไม่รู้อะไรเลย แต่แอบดีใจที่เขานึกถึงเรา เพราะเป็นเกมที่ผมชอบและเล่นอยู่แล้ว พอไปออดิชั่นก็ตรงกับคาแร็กเตอร์ที่เขาต้องการ ลงล็อกพอดี จึงเป็นผลงานหนึ่งที่ผมภูมิใจครับ

 

 

GQ: การที่คุณเป็นนักแสดง เป็นศิลปินที่ได้ทำงานหลากหลายในวงการบันเทิงมานาน ทำไมถึงเลือกเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์คะ

     พื้นฐานของผมไม่ใช่อาร์ติสเลยครับ ไม่ใช่คนครีเอทีฟ แต่เป็นคนที่มีหลักการมากๆ ใช้โลจิกส์ในการใช้ชีวิตตลอด จะให้ไปทำงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์เยอะๆ ผมทำไม่ได้ (ยิ้ม) แต่สิ่งที่ทำให้ผมสามารถทำงานด้านการแสดงได้ ร้องเพลงได้ หรืองานอื่นๆ ในวงการนี้ เพราะผมใช้สัญชาตญาณล้วนๆ ดังนั้นพอรู้ตัวว่าเป็นคนชอบใช้เหตุผล มีหลักการ แล้วใช้สัญชาตญาณในการทำงาน ผมจะเอาทั้งหมดนี้มาคอมบายน์กัน 

     ผมเลยไม่ค่อยชอบเรียนด้านศิลป์ ย้ำว่าการเรียนนะครับ เช่น ผมเล่นเปียโนตั้งแต่เด็ก ชอบมาก แต่ผมเกลียดการเรียนและการซ้อม ผมเป็นคนที่ชอบเล่นในสิ่งที่เราอยากเล่น แต่ไม่ชอบซ้อม ดังนั้นเลยรู้สึกว่าถ้าผมไปเรียนด้านศิลปะหรือนิเทศศาสตร์ อาจจะไม่รอด (หัวเราะ) อีกอย่างผมชอบเรียนสายวิทย์อยู่แล้ว จึงเลือกเรียนวิศวะด้านการสื่อสารครับ คนทั่วไปอาจจะเข้าใจยากหน่อยว่าเรียนอะไร คือผมจะเรียนเรื่องสัญญาณโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต สัญญาณ 4G 5G การเขียนโค้ดคอมพิวเตอร์ประมาณนี้ครับ

 

GQ: การเป็นคนที่มีทักษะหลายด้าน คิดว่าทักษะด้านไหนที่คุณทำได้ดีที่สุด หรือชอบมากที่สุด

     ทักษะที่ตัวเองทำได้ดีมากที่สุดหรือครับ (นิ่งคิด) ไม่มีครับ ผมเหมือนตัวละครที่กลมมาก ไม่มีความยูนีกด้านใดด้านหนึ่ง มีคำพูดภาษาอังกฤษที่ว่า ‘Jack of all trades is a master of none.’ ซึ่งคนอาจจะมองว่าเป็นสิ่งไม่ดีนะ การที่เก่งทุกด้าน แต่กลับไม่ได้มีความเชี่ยวชาญหรือเป็นมาสเตอร์ด้านใดด้านหนึ่งเลย แต่ผมชอบที่ผมเป็นแบบนี้ จริงๆ ประโยคเต็มคือ ‘Jack of all trades is a master of none, but oftentimes better than a master of one.’ ถึงแม้จะไม่เป็นที่สุดในด้านใดด้านหนึ่ง แต่บ่อยครั้งการที่เราเก่งหลายๆ ด้าน มันก็จะดีกว่า 

     เพราะการที่เราเก่งเพียงด้านใดด้านหนึ่ง จริงๆ ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่การเก่งด้านเดียวมันไม่สามารถต่อยอดจากสิ่งที่เราชำนาญได้ตลอด อย่างเช่น ถ้าคุณเป็นคนที่เก่งคำนวณด้านไฟแนนซ์ หรือเป็นนักธุรกิจที่เก่งมาก แต่กลับไม่สามารถเอาไอเดียไปขายให้คนอื่นได้ หรือไม่สามารถที่จะสื่อสารกับคนอื่นให้เข้ามาอยู่ในทีม มาร่วมโปรเจ็กต์การทำงานได้ ไอเดียที่มีก็สูญเปล่า ดังนั้นมันต้องใช้หลายสกิล เพื่อทำให้คนคนหนึ่งประสบความสำเร็จ นี่คือในมุมมองผมนะครับ

 

GQ: ทำงานในวงการบันเทิงมาสิบปี วงการนี้ให้อะไรกับคุณบ้าง

     วงการนี้ให้โอกาสครับ ให้ผมได้ทำหลายสิ่งหลายอย่าง ได้ถ่ายโฆษณา เล่นซีรีส์ ได้ร้องเพลง โดยที่เรามาจากศูนย์ วงการนี้ทำให้ผมได้พิสูจน์ความสามารถที่มาจากสัญชาตญาณของตัวเอง ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ

 

GQ: บทบาทการแสดงที่ผ่านมา รู้สึกชอบตัวละครไหนมากที่สุด

     พูดยากมากครับ ทุกตัวละครต่างมีมิติที่แตกต่างกัน ผมไม่มีบทบาทหรือตัวละครที่ชอบมากที่สุด เพราะตัวละครที่ผมเล่นนั้น พอจบซีน จบเรื่อง เราก็ขาดกัน ไม่อย่างนั้นตัวละครตัวนั้นจะมีอิทธิพลต่อชีวิตผมมากเกินไป เวลาจบโปรเจ็กต์อะไร ผมจะพยายามคัตให้ได้มากที่สุด แน่นอนว่ามันมีการติดนิสัยของตัวละครกลับมาอยู่แล้ว แต่เราไม่อยากไปติดมันเยอะ ถ้าเราซึมซับข้อดีของตัวละครมาได้ก็ดี แต่ความจริงแล้วเราไม่ได้ซึมซับแค่ข้อดี เราซึมซับทุกอย่าง ก็ต้องพยายามดึงตัวเองออกมาเมื่องานจบลงครับ

 

GQ: สิ่งหนึ่งที่เราสัมผัสได้เวลาที่ทำงานกับคุณมาหลายครั้ง ถ้าเราก้าวเข้าไปในวงกลมของคุณ คุณจะใส่ใจ และพยายามช่วยเหลือสิ่งเล็กน้อยๆ ต่อทีมงาน เพราะอะไรคะ

     เพราะผมเคยเป็นคนไม่ใส่ใจคนอื่นมาก่อนครับ ผมเป็นคนที่ใช้หลักการจ๋า จนหลายๆ ครั้งลืมใส่ความเป็นมนุษย์ลงไปในการทำงาน ซึ่งตรงนี้ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าทุกคนไม่ได้เป็นแบบเรา ที่คอยแต่จะตั้งเอาหลักการมาก่อนเสมอ มันต้องมีความเป็นมนุษย์ใส่ลงไปตรงนั้นด้วย พอผ่านมาหลายเหตุการณ์ ผมจึงได้เรียนรู้ว่า อ๋อ… เรายังขาดตรงนี้ไป เลยพยายามเพิ่มเข้าไปเท่าที่จะทำได้ ก็พยายามเตือนตัวเองว่า ถ้าเราโอเค แล้วคนอื่นล่ะ คนที่ทำงานกับเรา พวกเขาโอเคหรือเปล่า 

 

GQ: เราแน่ใจว่าคุณต้องมีคำสอนของคุณพ่อคุณแม่ที่คอยเตือนสติคุณด้วย

     มีครับ… ‘คิดถึงคนอื่น’ ‘เป็นคนตรงต่อเวลา’ ‘และมีความรับผิดชอบ’ สามอย่างนี้เป็นหลักเลยครับ

 

GQ: เริ่มต้นปี 2024 แล้ว การเดินทางของนักแสดงที่ชื่อภูวินทร์จะเป็นอย่างไรต่อไป 

     ทำงานให้เต็มที่ครับ งานตรงนี้ไม่ใช่ธุรกิจที่ผมจะมาวางแผนได้ว่า แผนธุรกิจของผมจะเป็นอย่างไร 1-2-3-4 เพราะอาชีพผมเป็นงานศิลป์ ขึ้นอยู่กับคนรอบข้าง คนที่มองเข้ามา และผู้ใหญ่ที่เห็นความสามารถ คอยให้โอกาสเรา ดังนั้นหน้าที่ของผมคือทำให้เต็มที่ครับ 



1 / 7



2 / 7



3 / 7



4 / 7



5 / 7



6 / 7



7 / 7




[ad_2]

Source link